| เตรียมความพร้อมด้านอาหาร | |
![]() |
จากงานวิจัยขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่าภายในเวลา 20 ปี ต่อจากนี้ ปริมาณการผลิตอาหารจะต้องเพิ่มสูงขึ้นอีก70% เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นซึ่งคาดว่าในปี ค.ศ. 2050ทั่วโลกจะมีประชากรถึง 9,150 ล้านคน |
![]() ![]() |
นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาทั่วโลกต้องประสบกับวิกฤตการณ์น้ำมัน ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การระบาดของโรคพืช ราคาสินค้าเกษตรผันผวนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพื่อเป็นอาหารในช่วงต้นปี 2554 เพิ่มสูงขึ้นกว่า 40% ขณะที่เงินเฟ้อจากราคาอาหารอยู่ที่ระดับ 15% |
![]() ![]() |
ดร.ระภีพงศ์ จันทวีสมบูรณ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจอาหารนานาชาติ ให้ความเห็นว่าประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของโลก จัดอยู่ในกลุ่มของประเทศที่ผลิตอาหารมากเป็นพิเศษ (Food Surplus Country) แต่ในขณะเดียวกันเรามีข้อจำกัดของทรัพยากรการผลิตในเรื่องแรงงานหน่วยผลิตที่เป็นครัวเรือนขนาดเล็กที่มีที่ดินจำนวนน้อยจะมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในค่าอาหาร ผู้ที่ต้องเช่าที่ดินทำการเกษตรไม่สามารถสู้กับต้นทุนด้านค่าเช่าที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นได้เกษตรกรผู้สูงอายุจะขายที่ดินออกไปเนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดอาชีพการเกษตร ปัจจัยที่ขาดการวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มเกษตรกร และไม่สามารถกำหนดราคาได้ เมื่อตลาดมีการแข่งขันมากขึ้นในอนาคต ก็ไม่สามารถแข่งขันได้ |
![]() ![]() ![]() |
ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อรูปแบบการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดทางเลือกในระบบการผลิตมีความหลากหลายรูปแบบมากขึ้นเกษตรอินทรีย์จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการของผู้บริโภค มีความใส่ใจต่อการปกระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยี่เข้ามาช่วยในการปรับลดต้นทุน และสามารถเพิ่มผลผลิตมากขึ้นโดยคำนึงถึง “คุณภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคและ ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม”
|


















